33 ภาพย้อนวันวาน พระคู่พระบารมี “ในหลวง ร.๙ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” แม่แห่งแผ่นดิน

11 สิงหาคม 2018 | Slide, ข่าวเด่น
Loading...

Advertisement

Loading...

พระราชินีผู้เป็นดั่ง แม่ของแผ่นดิน คอยติดตามอยู่ แทบทุกย่างพระบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ประชาชนของพระองค์จะได้เห็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระคู่พระบารมีของพระองค์ ทรงงานอยู่เคียงข้างเสมอไม่เคยขาดและในวันแม่นี้ เราจึงขอน้อมนำเรื่องราวของ “แม่” มานำเสนอ เพื่อให้คนไทยได้ระลึกว่า “แม่” ของเราคือ “แม่” ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระอิสริยยศเดิมว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ทรงเป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร (สนิทวงศ์) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๗๕ และทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนาม “สิริกิติ์” จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ อันมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร”

กระทั่งวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์” จากนั้นในวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระเกียรติยศขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี” ต่อมาในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” นับเป็น “สมเด็จฯพระบรมราชินีนาถ” พระองค์ที่ ๒ แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ความที่ทรงเป็นราชินีตั้งแต่ทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๗ พรรษา จึงทรงต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยมีพระราชดำรัสความว่า “ตอนอายุสิบเจ็ดที่ได้มาเป็นพระราชินี ยังไม่มีความรู้อะไรเลย ก็ได้พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดูแลสั่งสอนมาตลอด ว่าสิ่งใดควรทำไม่ควรทำบ้าง ทรงสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักว่า การที่จะเป็นพระราชินีของไทยจะต้องวางตนอย่างไรบ้าง และมีหน้าที่อย่างไรบ้าง”

“ข้าพเจ้าเป็นพระราชินีตั้งแต่อายุ ๑๗ ปีเศษ ข้าพเจ้าได้ถวายรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ออกไปช่วยประชาชน แต่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่าย ข้าพเจ้าจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ท่ามกลางประชาชน เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่าคนไทยเรานี่น่ารัก เมื่อข้าพเจ้าเห็นคนอายุน้อยกว่ามารอพบข้าพเจ้าก็เกิดความเอ็นดู ส่วนผู้ที่อายุมากกว่าก็ให้ความเมตตาแก่ข้าพเจ้า ดังนั้นเราจึงอยู่ด้วยกันด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกันเสมอมาและพยายามจะถ่ายทอดน้ำใจไปสู่กันและกัน” พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ ๗๒ พรรษา เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๗ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำรัสว่า “(ในหลวง) ทรงสั่งสอนข้าพเจ้าและลูกๆ ว่า เมื่อคนเขายกย่องนับถือให้เป็นประมุขมาเท่าไร ก็ต้องรู้สึกว่าเราต้องทำงานให้หนักกว่าทุกคน” ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นพระองค์ทรงงานอย่างหนัก เพื่อประชาชนของพระองค์ เฉกเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ย้อนไปหลายสิบปีก่อนพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าอายุ ๑๘ ได้ตามเสด็จ ตอนนั้นเป็นช่วงหลังพระราชพิธีราชาภิเษก เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทุกจังหวัดและอำเภอใหญ่ๆ ก็เสด็จประมาณ ๙ โมงเช้า เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรมาเรื่อยๆ ทีนี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า แหม นานเหลือเกิน ตอนนั้นยังไม่กางร่ม ตอนนั้นยังไม่กลัวแดด ไม่ใส่หมวก ก็รู้สึกแดดร้อนเปรี้ยง หนังเท้านี่รู้สึกไหม้เชียว ก็เดินเข้าไปกระซิบกับท่านว่า พอหรือยัง ก็โดนกริ้ว บอกนี่เห็นไหม ราษฎรเขาเดินมาเป็นวันๆ เพื่อมาดูเราแม้แต่นิดเดียว แต่นี่เรายืนอยู่ไม่เท่าไรละ ตอนนี้ทนไม่ไหวเสียแล้ว” (พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๔)

อีกทั้งยังทรงเคยเล่าว่า “พระเจ้าอยู่หัวไม่ยอมให้ไปยืนค้ำหัวพูดกับราษฎร ถ้ายิ่งเป็นเวลานาน ท่านต้องการให้นั่งลงพูดกับเขา ข้าพเจ้าก็คลานรับประชาชนตลอดเลย เป็นกิโลเลย ท่านมาดูหัวเข่าข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้สิ ดำปี๋เลย” (พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๒๕) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นทั้งสองพระองค์ท่านทรงประทับนั่งบนพื้นเพื่อรับฟังราษฎรของพระองค์มาโดยตลอด

นอกจากนี้เรายังมี 33 ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชหรือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2470 และเสด็จขึ้นครองราชย์ ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2489 มาให้ชมกัน เนื่องในวันแม่แห่งชาตินี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492


ต่อมาในวันที่ 28 เมษายน 2493 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

ทั้งสองพระองค์ทรงพบกันครั้งแรก ณ กรุงปารีส โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ทรงพระราชทานสัมภาษณ์แก่สถานีโทรทัศน์ BBC ว่าการพบกันครั้งแรกนั้นเหมือนเป็นการ “เกลียดแรกพบ” เสียมากกว่า

ขณะที่ในหลวงภูมิพลได้ทรงโทรศัพท์ถึงสมเด็จพระราชชนนีเพื่อทูลว่าได้เสด็จฯถึงปารีสแล้ว สมเด็จพระราชชนนีท่านก็ทรงถามถึงธิดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคลว่า “สวยน่ารักไหม” ในหลวงภูมิพลท่านก็ทรงทูลตอบทันทีว่า “เห็นแล้ว น่ารักมาก”

ทางด้านสมเด็จพระราชินีทรงพระราชทานสัมภาษณ์ว่า “สำหรับข้าพเจ้า เป็นการเกลียดแรกพบ มากกว่า รักแรกพบ เนื่องเพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่า จะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงแล้ว เสด็จมาถึง 1 ทุ่ม ช้ากว่านัดหมาย ตั้ง 3 ชั่วโมง ทรงทำให้ข้าพเจ้าต้องซ้อมถอนสายบัวอยู่จนแล้วจนเล่า จึงเป็นการเกลียดเมื่อแรกพบ มากกว่า รักเมื่อแรกพบ…”

 

“ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนว่าพระองค์ท่านทรงรักข้าพเจ้า เพราะเวลานั้นอายุเพิ่งย่างเข้า 15 ปี ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นนักเปียโน แต่หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุ สมเด็จพระราชชนนีก็รีบเสด็จไปเยี่ยมทันที “แต่แทนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระปฏิสันถารกับพระองค์ ท่านกลับทรงหยิบรูปข้าพเจ้าออกมาจากกระเป๋า โดยที่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าพระองค์ทรงมีรูปของข้าพเจ้าอยู่แล้ว และพระองค์ก็ตรัสให้นำตัวข้าพเจ้าเข้าเฝ้า”

“พระองค์ทรงรักข้าพเจ้า ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดถึงแต่เรื่องที่จะอยู่กับคนที่ข้าพเจ้ารักเท่านั้น ไม่ได้นึกไปไกลถึงหน้าที่และภารกิจของพระราชินีเลย…”

หลังจากที่ในหลวงภูมิพลท่านได้ทรงขออนุญาตหม่อมเจ้านักขัตรมงคล บิดาของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เพื่อขอให้มาเฝ้าถวายการดูแลพระอาการเป็นกรณีพิเศษ โดยให้อยู่ในความดูแลของสมเด็จพระราชชนนี ก็ได้ทำให้ความสัมพันธ์ที่มีมาตั้งแต่เดิมกระชับแน่นยิ่งขึ้นจนกลายเป็นความรัก

ต่อมาภายหลังหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ก็ทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ทำให้ในหลวงภูมิพลท่านต้องทรงเดินทางกว่า 600 กิโล กว่าที่จะได้ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ในแต่ละครั้ง

วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2492 ในงานฉลองวันคล้ายวันเกิดครบ 17 ปี ของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ณ สถานทูตไทยในกรุงลอนดอน “ในหลวงภูมิพลท่านทรงได้พระราชทานแหวนซึ่งเป็นวงเดียวกับที่สมเด็จพระบรมราชชนก เคยประทานให้แก่สมเด็จพระบรมราชชนนีในครั้งอดีตให้แก่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์”

 

และได้มีพระราชกระแสรับสั่งในขณะที่ทรงมอบว่า “สิ่งนี้เป็นของสำคัญยิ่งและเป็นที่ระลึกด้วย”

ครั้งหนึ่งนักข่าวต่างประเทศเคยกราบบังคมทูลถามว่า… เพราะเหตุใดพระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่ค่อยยิ้ม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผายพระหัตถุ์ไปทางสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ แล้วตรัสว่า “She is my smile.”

 

ขอขอบคุณ ยิ้มแล้วโลกสดใส

ขอขอบคุณ เรื่องราวของแม่แห่งแผ่นดิน จากสุดสัปดาห์

Loading...



error: Alert: Content is protected !!